Money Management 101: กฎเหล็กที่ช่วยให้พอร์ตไม่แตก แม้เทรดผิดทาง

ฉบับคัดย่อ

  • การ Money Management คืออีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถอยู่รอดในตลาดได้ในระยะยาว และมีความสำคัญมากเพราะยิ่งเราขาดทุนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งยากต่อการทำกลับมามากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว
  • สิ่งที่เทรดเดอร์จำเป็นต้องรู้ก่อนการทำ Money Management คือเรื่องของ 1.Risk to Reward Ratio 2.Win Rate 3.Risk of Ruin
  • วันนี้เราได้รวบรวม วิธีการทำ Money Management ในรูปแบบต่างๆที่ใช้งานง่ายและได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ ไว้ในเนื้อหาเพื่อให้ศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้กับกลยุทธ์ของเพื่อนๆ

Money Management คืออะไร?

ภาพแสดงตัวอย่างการ Money Management เบื้องต้น สื่อให้เป็นการจัดสรรเงินในการเทรดอย่างเป็นระบบ

  • Money Management (MM) หรือ การบริหารจัดการเงิน คือกระบวนการวางแผนการใช้เงินและควบคุมความเสี่ยง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินทั้งในระยะสั้นและยาว 
  • Risk Management หรือ การจัดการความเสี่ยง ซึ่งบางครั้งมักถูกพูดเหมารวมกับการ Money Management 
  • มันคือการที่เราต้องรู้ว่า “ถ้าเทรดผิดทางจะขาดทุนเท่าไหร่ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต
  • ถ้าเข้าใจและใช้การ Money Management อย่างถูกต้อง แม้เทรดแพ้มากกว่าชนะ ก็ยังสามารถอยู่รอดในตลาดได้

ทำไมการ Money Management ถึงสำคัญมากในการเทรด?

ภาพแสดงถึงถ้าไม่มีการ Money Management จะเกิดความเสียหายที่มากกว่าการ Money Management

ความสำคัญของการ Money Management เหตุผลสำคัญมี ดังนี้

  1. เราไม่มีวันเป็นฝ่ายที่ถูกต้องตลอดเวลา และเราจะต้องพบเจอการผิดทางและขาดทุนอีกหลายครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในตลอดชีวิตการเทรด
  2. การเทรดคือการเรียนรู้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด การ Money Management จะทำให้เราอยู่รอดในตลาดเพื่อเรียนรู้ พัฒนาและสะสมประสบการณ์ต่อไป
  3. การเทรดที่ดีต้องมีการจัดการที่ดีเป็นระบบ ช่วยให้ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ความโลภและความกลัว
  4. ยิ่งสูญเสียมากเท่าไหร่ การจะชดเชยให้กลับมาก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น ข้อนี้สำคัญมาก เพราะการตามทุนเดิมให้กลับมานั้นมันยากยิ่งกว่าการทำกำไรเสียอีก ลองไปดูตารางถัดไป
LOSS Gain to Break even
5% 5.26%
10% 11%
20% 25%
30% 43%
40% 67%
50% 100%
60% 150%
70% 233%
80% 400%
90% 900%

ตารางเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์การขาดทุนและทำกำไรให้เท่าทุนเดิม ยิ่งขาดทุนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องทำกลับมามากเท่านั้น

จากตารางจะเห็นได้ว่ายิ่งเราขาดทุนมากขึ้นเท่าไหร่การจะทำให้กลับมาเท่าทุนเดิมนั้นมันก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว เห็นไหมครับว่าการละเลยไม่สนใจการ Money Management ส่งผลโทษร้ายแรงขนาดไหน แล้วถ้าเราสามารถจำกัดความเสียหายนั้นได้ก่อนจะเริ่มเทรดมันจะดีกว่าใช่ไหมล่ะครับ ต่อไปเราไปเริ่มเรียนรู้วิธีการในรูปแบบต่างๆกันได้เลย

ภาพคำคมข้อคิดจากคุณปู่ Warren Buffett

Money Management ในการเทรดต้องทำอย่างไร?

เราได้รวบรวมองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการทำ Money Management ไว้แล้ว แต่ก่อนที่จะเริ่มเรียนรู้เทคนิค เราจำเป็นต้องรู้พื้นฐานมันเสียก่อน 

อยากเป็นเทรดเดอร์ไม่รู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด

1. Risk to Reward Ratio (R:R) 

คือความคุ้มค่าในการเทรดแต่ละครั้ง เป็นการคำนวณว่าการเทรดครั้งนี้เราควรเสี่ยงที่จะเสียเงินเท่าไหร่?ได้เงินเท่าไหร่? และมันคุ้มค่าที่จะเทรดหรือไม่ โดยขึ้นอยู่กับระยะ TP และ SL ที่เราจะตั้งไว้

ภาพแสดงตัวอย่างของการตั้ง Risk to Reward Ratio

ก่อนการเทรดทุกครั้ง เราจะต้องรู้ว่าจุดที่เราจะเข้านั้นอยู่ตรงไหน จุดSLอยู่ตรงไหน แล้วระยะTPนั้นมันคุ้มค่าที่จะเสี่ยงหรือเปล่า หากระยะSLนั้นกว้างกว่าTPนั่นก็หมายความว่าเราขาดทุนตั้งแต่เริ่ม อย่าเข้าเทรดจะดีกว่า

หมายเหตุ: ยิ่งคาดหวัง R:R ที่สูง อัตราชนะยิ่งต่ำ และหากคาดหวัง R:R ที่ต่ำกว่า1 โอกาสชนะมีสูงแต่จะส่งผลเสียต่อผลรวมกำไรระยะยาว

2. Win Rate (อัตราการชนะ)

คือเปอร์เซ็นโอกาสชนะการเทรด เราต้องรู้ว่าระบบเทรดของตัวเองมีโอกาสชนะและแม่นยำมากแค่ไหน ซึ่งมันจะสอดคล้องกับหัวข้อที่พึ่งอธิบายไปก่อนหน้า การที่จะรู้ได้ว่าระบบเทรดของเรามี Win Rate เท่าไหร่นั้น จะต้องผ่านการเก็บสถิติด้วยตัวเอง แล้วนำมาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยจะมีสูตรดังนี้

ภาพแสดงสูตรการคำนวณหาเปอร์เซ็นต์ Win Rate

ตัวอย่าง 

  • เราเก็บสถิติ 1,000 ออเดอร์ ถ้าเราชนะไปทั้งหมด 700 ออเดอร์ หมายความว่า Win Rate ของเราจะอยู่ที่ 70% ซึ่งโอกาสชนะมีมากกว่าแพ้ และหากอยู่ใน R:R ที่ 1:1 หรือมากกว่า ก็สามรถทำกำไรได้อย่างแน่นอน 
  • แต่ถ้าชนะแค่ 400 ออเดอร์ หมายความว่า Win Rate ของเราจะอยู่ที่ 40% ซึ่งแพ้มากกว่าชนะ 
  • แต่การแพ้มากกว่าไม่ได้หมายความว่าจะต้องขาดทุนเสมอไป หากเรามีระบบ R:R ที่ดีก็จะช่วยให้เราทำกำไรและอยู่รอดในตลาดได้ 
  • คงสงสัยกันแล้วว่า การที่แพ้มากกว่าชนะมันจะได้กำไรยังไง ไปดูข้อถัดไปกัน

3. Risk of Ruin (ROR)

คือ ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ ที่จะบอกว่าเราควรใช้ Risk to Reward Ratio เท่าไหร่ และควรมี Win Rate เท่าไหร่ จึงจะปิดโอกาสพอร์ตแตกที่ 0.00%

Risk 2% Risk to Reward Ratio 1:
%Win Rate 0.5 1 1.5 2 2.5 3 3.5 4 4.5 5
10% 100% 100% 100% 100% 100% 100% 100% 100% 100% 100%
20% 100% 100% 100% 100% 100% 100% 100% 100% 100% 100%
30% 100% 100% 100% 100% 37.86% 5.22% 1.76% 0.99% 0.74% 0.67%
40% 100% 100% 100% 1.03% 0.14% 0.06% 0.05% 0.05% 0.07% 0.09%
50% 100% 100% 0.04% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.01% 0.01% 0.02%
60% 100% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00%
70% 0.51% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00%
80% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00%
90% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00%
100% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00% 0.00%

ตารางแสดงค่า Risk of Ruin สีส้มโอกาสพอร์ตแตก100% สีเขียว0.00% คือพอร์ตไม่แตกแน่นอน สีฟ้าตามตัวเลขไม่โอกาสพอร์ตแตกตามจำนวน%

จากตารางเปรียบเทียบให้เห็นว่าหากเรามี Win Rate และ Risk to Reward Ratio ที่เหมาะสมก็สามารถทำให้เราอยู่รอดในตลาดโดยที่พอร์ตไม่แตกหรือโอกาสที่จะแตกนั้นน้อยมาก

Position Sizing คืออะไร?

Position Sizing คือ รูปแบบการจัดการ Money Management โดยการออก Lot ให้เหมาะสมกับเงินทุนในพอร์ตลงทุนของเรา มีอยู่ 3 รูปแบบ ดังนี้

วิธีที่ 1 Fixed Fractional

คือ การออกออเดอร์ด้วยเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่เท่ากันทุกออเดอร์ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรารับได้

ภาพการ MM ด้วย Fixed Fractional

ภาพการ MM ด้วย Fixed Fractional

ตัวอย่าง เรามีพอร์ต 1,000$ กำหนดความเสี่ยงที่ 1% ของพอร์ต ณ ปัจจุบัน = 10$ เมื่อเรา Loss พอร์ตจะเหลือBalance อยู่ที่ 990$ การออกออเดอร์ครั้งถัดไปก็กำหนดความเสี่ยงที่ 1% แบบเดิมก็เท่ากับ 9.9$ นั่นเอง 

  • ข้อดี: 1.พอร์ตปลอดภัยไม่แตกแน่นอนหากใช้ความเสี่ยงที่ต่ำ 2.มีการจัดการที่เป็นระบบ
  • ข้อเสีย: 1.การคำนวณจะช้าและยุ่งยากหน่อย เพราะต้องอัพเดทเงินในพอร์ตก่อนการเทรดทุกครั้ง

วิธีที่ 2 Fixed Sizing 

คือ การออกออเดอร์ด้วยการใช้จำนวนเงินเท่ากันทุกไม้ไม่ว่าพอร์ตจะเล็กลงหรือใหญ่ขึ้นก็ตาม

ภาพการ MM ด้วย Fixed Sizing

ตัวอย่าง เรามีพอร์ต 1,000$ ทุกการออกออเดอร์เราจะต้องจำกัดความเสี่ยงที่ 10$ เท่านั้น และไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ติดต่อกันกี่ครั้งก็ยังใช้ความเสี่ยงที่ 10$ เท่าเดิม

  • ข้อดี: คำนวณง่ายและเร็ว 
  • ข้อเสีย: มีโอกาส Draw Down สูงเมื่อแพ้ติดต่อกัน

วิธีที่ 3 Fixed fractional sizing

คือ การนำข้อดีข้อเสียของ 2 วิธีก่อนหน้ามารวมกัน โดยจะออกออเดอร์ความเสี่ยงที่เท่ากันคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ และมีการปรับเปลี่ยนความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามจำนวนเงินในพอร์ตเป็นแบบขั้นบันได

ภาพการ MM ด้วย Fixed Fractional Sizing

ตัวอย่าง ใช้ความเสี่ยงที่ 1% ของจำนวนเงินที่กำหนดไว้เป็น และจะปรับเปลี่ยนการคำนวณ 1% ของเงินทุนครั้งใหม่ก็ต่อเมื่อจำนวนเงินถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้เท่านั้น

ข้อดี :

  • มีการออกออเดอร์ที่คำนวณได้ง่ายขึ้น 2.มีการจัดการที่เป็นระบบ 3.พอร์ตจะโตแบบมีนัยยะสำคัญ

การ Money Management นอกพอร์ตทำอย่างไร?

มันคือการเติมเงินเข้าพอร์ตในจำนวนที่กำหนดไว้ต่อการเทรดแต่ละครั้ง และมีเงินที่พร้อมเติมอยู่นอกพอร์ต เช่น บัญชีธนาคาร บัญชีโบรกเกอร์ โดยการเทรดเราจะใช้การ SL ที่พอร์ตเลย หมายความว่าถ้า SL=พอร์ตแตก แล้วค่อยเติมเงินเข้าไปเมื่อมีจังหวะที่จะเข้าใหม่อีกครั้ง

ข้อดี:

  • มีความปลอดภัยของเงินทุน เพราะเงินยังอยู่ที่เรา
  • ช่วยลดความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ SL ไม่ถูกใช้งานในช่วงเวลาผันผวนมากๆ
  • ช่วยลดการ Over Trade โดยใช้อารมณ์

ข้อเสีย:

  • มีความล่าช้า เพราะต้องเติมเงินก่อนเทรด
  • มีความผันผวน ของอัตราการฝาก-ถอนเงิน

เกร็ดความรู้ : เรามักเห็นบ่อยๆในโซเซียลที่ว่า All-in จาก 10$ สู่10,000$ มือใหม่ก็ไปทำตามกันโดยไม่มีการจัดการที่ดี สุดท้ายก็เจ๊งกันระนาว ซึ่งคนที่ทำคลิปนั้นเขาก็อาจมีการบริหารเงินนอกพอร์ตแบบนี้ก็ได้

การเทรดควรมีเงินเท่าไหร่?

เงินทุนการเทรดที่เหมาะขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความเสี่ยงที่เรารับได้ และต้องมีความรู้ในการจัดการเงินที่ดี เพราะไม่อย่างนั้นต่อให้เรามีเงินมากแค่ไหนสุดท้ายก็มีโอกาสที่จะสูญเสียไปอยู่ดี 

ภาพสูตรคำนวณเงินทุนในการเทรด

หมายเหตุ : ความเสี่ยงที่รับได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าสบายใจที่เท่าไหร่ หากใช้มากเกินไปก็จะส่งผลต่ออารมณ์ในการเทรดด้วย

สรุป

การ Money Management คืออีกหนึ่งกลยุทธ์ในการเทรดที่มีความสำคัญมากต่อเทรดเดอร์ มันคือกลยุทธ์ที่จะช่วยให้อยู่รอดในตลาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว สิ่งสำคัญที่จะต้องรู้ก่อนการ Money Management คือเรื่องของ 

  1. Risk to Reward 
  2. Ratio, Win Rate
  3. Risk of Ruin 

ในส่วนของวิธีการหรือกลยุทธ์การ Money Management นั้นมีหลายวิธี แต่ที่ใช้งานง่ายและได้ผลดีจริง ที่เรายกตัวอย่างมานั้นมีอยู่ 4 วิธี คือ 

  1. Fixed Fractional 
  2. Fixed Sizing 
  3. Fixed Fractional Sizing
  4. การ Money Management นอกพอร์ต 

ในโลกของการลงทุนนั้นมีผู้เริ่มต้นและล้มเลิกไปอย่างเจ็บใจอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการเทรดนั้น ทุกคนล้วนในความสำคัญกับการ Money Management มาเป็นอันดับต้นๆไม่แพ้เรื่องของ เทคนิค หรือจิตวิทยาเลย ดังนั้น การ Money Management ถือเป็นศาสตร์ที่ควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้นที่จะเข้ามาในโลกการเทรดแห่งนี้

อ้างอิง

ตาราง Risk of Ruin : https://www.bravotradeacademy.com/knowledge/money-management/?srsltid=AfmBOoqL_bAiLFnyej4jav7qMHcojFkf_drCe4P-6p20F1zCRMflZKXZ